Jesse Katz

สร้างเสริมอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน

เยี่ยมชมสถานที่ 3 แห่งที่การส่งเสริมพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

ในบริเวณมุมพื้นที่ว่างเปล่าของแถบแพนแฮนเดิลในรัฐโอคลาโฮมา ระหว่างเมืองอาร์เน็ตต์ (ประชากร 511 คน) และเมืองวิซี (ประชากร 702 คน) กำลังจะเป็นจุดเริ่มต้นของอนาคตที่ไม่มีใครคาดคิด กังหันลม 93 ตัวสูง 300 กว่าฟุตจากพื้นทรายของ Great Western Wind Project หมุนไปตามสายลม ใบพัดหมุนวนเหมือนเข็มนาฬิกาที่เดินเร็วกว่าปกติ “นี่คือที่ที่ห่างไกลและไม่มีอะไรเลย” Todd Unrein ผู้จัดการสถานที่ กล่าวขึ้นขณะขับรถ Chevy ที่มีฝุ่นเกาะหนาไปตามถนนดิน

Great Western มีลูกค้าเพียง 1 ราย นั่นก็คือ Google ซึ่งซื้อพลังงานไฟฟ้าทุกเมกะวัตต์-ชั่วโมงที่ทุ่งกังหันลมแห่งนี้ผลิตได้ ในฐานะบริษัทที่ซื้อพลังงานทดแทนรายใหญ่ที่สุดในโลก Google ได้รับพลังงานมาจากกลุ่มผู้ผลิตพลังงานสะอาดที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ หลายแห่งมีที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคอันค่อนข้างห่างไกลไม่แพ้กัน เช่น Llano Estacado ในเท็กซัส ทะเลทรายอาตากามาในชิลี บริเวณตอนเหนือของสวีเดน พนังกั้นน้ำและเขื่อนของทะเลเหนือในเนเธอร์แลนด์ และเชิงเขาบลูริดจ์ในนอร์ทแคโรไลนา โดยรวมแล้ว Google ได้ดำเนินการทำข้อตกลงกับโครงการพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ 20 โครงการ เพื่อซื้อพลังงานมากกว่า 2.6 กิกะวัตต์ ซึ่งความพยายามครั้งนี้เองที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่กี่บริษัทจะทำได้ สำหรับปี 2017 Google ยังคงซื้อพลังงานทดแทนเทียบเท่าความต้องการในการปฏิบัติการได้ 100 เปอร์เซ็นต์

Marsden Hanna หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานและตลาดทั่วโลกของ Google กล่าวว่า “เราทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้” และเสริมว่าเมื่อ 1 ปีก่อนนี้ Google ยังดำเนินการได้แค่ครึ่งหนึ่งของที่ตั้งใจไว้เท่านั้น “แต่นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น”

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ได้ทำกันง่ายๆ เหมือนแค่การต่อสายส่งสัญญาณจากกังหันลมไปยังศูนย์ข้อมูลโดยตรง กฎหมายด้านกิจการสาธารณูปโภคของประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้อนุญาตให้ขายไฟฟ้าแก่ผู้บริโภคผ่านการผูกขาดที่มีการควบคุมเท่านั้น Google จึงต้องคิดหาวิธีอื่นเพื่อก้าวข้ามความยุ่งยากของระเบียบข้อบังคับนี้ โดยซื้อพลังงานจากทุ่งกังหันลมหรือโซลาร์ฟาร์ม จากนั้นนำพลังงานทดแทนนั้นไปขายให้แก่กิจการสาธารณูปโภค แล้วจึงซื้อไฟฟ้าทั่วไปกลับมาจากกิจการสาธารณูปโภคดังกล่าว แม้วิธีการนี้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ช่วยให้ Google เพิ่มพลังงานสะอาดให้กับพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของศูนย์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยทดแทนการใช้ไฟฟ้าได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงด้วยพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ในปริมาณที่เท่ากัน เป้าหมายต่อไปตามที่ Hanna บอกคือ “ทำให้พลังงานทั้งหมดที่ Google ใช้เป็นพลังงานสะอาดตลอดเวลา”

การผลิตพลังงานสีเขียว 2,600 เมกะวัตต์ต้องอาศัยการทำงานเป็นทีม

พาร์ทเนอร์พลังงานทดแทน 20 รายของ Google ช่วยสร้างงานใหม่ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่นอกพื้นที่ศูนย์กลางสำคัญทางเทคโนโลยี

อเมริกาเหนือ: 1. Golden Hills: อลาเมดาเคาน์ตี แคลิฟอร์เนีย 2. Bethel: แคสโทรเคาน์ตี เท็กซัส 3. Happy Hereford: เดฟสมิธเคาน์ตี เท็กซัส 4. Bluestem: บีเวอร์เคาน์ตี โอคลาโฮมา 5. Cimarron Bend: คลาร์กเคาน์ตี แคนซัส 6. Great Western: เอลลิส/วูดวอร์ดเคาน์ตี โอคลาโฮมา 7. Canadian Hills: แคเนเดียนเคาน์ตี โอคลาโฮมา 8. Minco II: เกรดี/แคดโดเคาน์ตี โอคลาโฮมา 9. Story County II: สตอรี/ฮาร์ดินเคาน์ตี ไอโอวา 10. MidAmerican Energy Wind VIII: โอไบรเอนเคาน์ตี ไอโอวา 11. Rutherford Farm: รัทเทอร์ฟอร์ดเคาน์ตี นอร์ทแคโรไลนา ยุโรป: 12. Lehtirova: สวีเดน 13. Maevaara: สวีเดน 14. Jenasen: สวีเดน 15. Eolus Wind Farms: สวีเดน 16. Tellenes: นอร์เวย์ 17. Beaufort: เนเธอร์แลนด์ 18. Delfzijl: เนเธอร์แลนด์ 19. Windpark Krammer: เนเธอร์แลนด์ อเมริกาใต้: 20. El Romero: ชิลี

การเสาะหาพลังงานทดแทนเพื่อให้เพียงพอกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าต่อปี (โดยคร่าวๆ คิดเป็นตัวเลขพอๆ กับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของเมืองซานฟรานซิสโกทั้งเมือง) หมายถึงการสำรวจภูมิประเทศใหม่และสร้างซัพพลายเออร์ใหม่ๆ ผลกระทบที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นระลอกนั้นชัดเจนมาก Google จึงพุ่งเป้าที่จะลงทุนหลายพันล้าน เพื่อพัฒนาทุ่งกังหันลมและโซลาร์ฟาร์มในที่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งในทางกลับกันก็เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพลังงานสีเขียวที่สร้างงานให้แก่ช่างดูแลกังหันลม ช่างติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน และแรงงานก่อสร้างรวมหลายล้านตำแหน่งทั่วโลก เพียงเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้ไม่กี่แห่ง (ครั้งนี้เราไปมา 3 แห่ง) คุณก็จะเริ่มเห็นว่าความพยายามครั้งนี้เปลี่ยนแปลงชุมชนไปในทิศทางใดบ้าง

และหากคุณลองปลดปล่อยจินตนาการออกมา ก็อาจสัมผัสได้ถึงแสงอาทิตย์และสายลม (ซึ่งเป็นตัวแทนของโลกแห่งจิตวิญญาณ ตำนาน และเรื่องเหนือธรรมชาติ) ที่สอดผสานอยู่ในชีวิตยุคดิจิทัลและโลกออนไลน์สมัยใหม่ของเรา พูดอีกอย่างก็คือ เมื่อสายลมจากโอคลาโฮมาพัดผ่านที่ราบ ก็จะหอบเอาการค้นหาคำว่า “เนื้อเพลง Oklahoma!” ใน Google ของผู้ใช้คนหนึ่งมาด้วย

สถานที่แห่งที่ 1:

Windpark Krammer

เนเธอร์แลนด์

กังหันลม 34 ตัว

คืนหนึ่งในเดือนมกราคมปี 1953 ขณะที่ชาวเนเธอร์แลนด์กำลังหลับใหล ได้เกิดลมพายุพัดกระแสน้ำขึ้นสูงเข้าถล่มหมู่บ้านที่อยู่ตามแนวชายฝั่ง มหาวาตภัย Watersnoodramp ครั้งนั้นทำให้พื้นที่เพาะปลูกหลายแสนเอเคอร์ต้องจมอยู่ใต้น้ำ สร้างความเสียหายให้แก่บ้านเรือนหลายหมื่นหลัง และคร่าชีวิตผู้คนไป 1,836 ราย มหันตภัยดังกล่าวกระตุ้นให้รัฐบาลดัตช์เริ่มพัฒนาระบบวิศวกรรมโยธา ไม่ว่าจะเป็นคันดิน แหล่งกักเก็บน้ำ ประตูระบายน้ำ และเขื่อนต่างๆ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Delta Works ปัจจุบันโครงการนี้ปกป้องพื้นที่ของประเทศเป็นบริเวณกว้างที่ระดับน้ำทะเลหรือต่ำกว่า

เหนือแนวทางแยกป้องกันภัยนั้นเองที่สหกรณ์ท้องถิ่น 2 แห่งกลายเป็นผู้บุกเบิกด้านพลังงานทดแทนได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยสหกรณ์แห่งแรก (Zeeuwind) ตั้งอยู่ในจังหวัด Zeeland แถบคาบสมุทรและอีกแห่งหนึ่ง (Deltawind) ตั้งอยู่บนเกาะ Goeree-Overflakkee สหกรณ์ทั้ง 2 แห่งร่วมก่อตั้งโครงการพลังงานลมชื่อว่า Windpark Krammer ซึ่งมีกำลังการผลิต 102 เมกะวัตต์และมีกังหันลม 34 ตัว โครงการแห่งนี้ไม่เพียงผลิตไฟฟ้าให้แก่ครอบครัวชาวดัตช์หลายพันครัวเรือนแต่ยังผลิตไฟฟ้าให้แก่บริษัทหลายสัญชาติขนาดใหญ่ 4 แห่ง รวมถึง Google ด้วย Tijmen Keesmaat ผู้อำนวยการของ Windpark กล่าวว่า “ผู้คนที่นี่ยึดมั่นในอุดมการณ์มาก ยุคนั้นเป็นช่วงที่ผู้คนต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์และทุกอย่างที่ทำจะต้องช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้” และเขายังได้เล่าให้ฟังด้วยว่าสหกรณ์ทั้ง 2 แห่งก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ยุค 1980 แล้ว

เราผลิตพลังงานได้มากจนสามารถสนับสนุนให้บริษัทระดับโลกอย่าง Google เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น

—Tijmen Keesmaat จาก Windpark Krammer เนเธอร์แลนด์

Tijmen Keesmaat จาก Windpark Krammer เนเธอร์แลนด์

Keesmaat รับทราบได้ถึงถ้อยคำแดกดันในสหกรณ์ชาวดัตช์ที่ไม่ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมของสังคม ซึ่งขายพลังงานให้แก่บริษัทมหาชนที่ขยายธุรกิจไปทั่วโลก Keesmaat อายุ 44 ปีและจบปริญญาโทสาขาปรัชญาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคมจากมหาวิทยาลัย Twente กล่าวว่า “ผมกังวลเล็กน้อยว่าสมาชิกจะรู้สึกอย่างไร แต่สมาชิกกลับรู้สึกภูมิใจมาก เราผลิตพลังงานได้เป็นจำนวนมากพอสำหรับการสนับสนุนให้บริษัทระดับโลกเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้นได้”

Keesmaat ขายพลังงานให้แก่ผู้บริโภคในตลาดยุโรปที่ไม่มีข้อบังคับได้โดยตรง ต่างจากผู้ผลิตพลังงานในสหรัฐอเมริกาที่ต้องประสบกับข้อจำกัดทางกฎหมายมากมาย ผู้นำโครงการต่างพากันหันหน้าเข้าหา Google เพราะทราบว่าเป้าหมายหนึ่งของ Google คือการทำให้ตลาดพลังงานสะอาดเป็นที่แพร่หลายและมีราคาไม่แพงจนเป็นที่สนใจของทุกคน Keesmaat กล่าวว่า “เราจำเป็นต้องรับผิดชอบอนาคตกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำเป็นเพียงผักชีโรยหน้าเท่านั้น”

สถานที่แห่งที่ 2:

Rutherford Farm

นอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา

แผงโซลาร์เซลล์ 289,104 แผง

แผงโซลาร์เซลล์โมโนคริสตัลไลน์จำนวน 289,104 แผงกินพื้นที่ตั้งแต่ Bubba’s Carp Lake ไปจนถึง Mr. Radiator และจาก Chase High School ไปจนถึง Providence United Methodist Church คิดเป็นพื้นที่เท่ากับสนามฟุตบอลประมาณ 375 สนาม แผงโซลาร์เซลล์แต่ละแผงเอียงไปทางทิศใต้ทำมุม 20 องศาพอดิบพอดีเพื่อให้รับกับแนวโค้งของดวงอาทิตย์มากที่สุด พื้นผิวซิลิคอนสีออกม่วงเป็นลายเส้นตัดกันทำให้ดูเหมือนดวงตาของแมลงวันขนาดใหญ่

Tequila G. Smith ผู้จัดการทีมพลังงานแสงอาทิตย์ของ Southern Power ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Southern Company เจ้าของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์อย่าง Rutherford Farm ใกล้เมืองฟอเรสต์ซิตี รัฐนอร์ทแคโรไลนา กล่าวว่า “เวลายืนอยู่ท่ามกลางแผงโซลาร์เซลล์เหล่านี้ ฉันว่ามันดูสวยมากเลย” แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว Southern Power จะขายไฟฟ้าของ Rutherford Farm ให้แก่ Duke Energy ตามโครงสร้างระเบียบข้อบังคับของรัฐนอร์ทแคโรไลนา แต่ Google ได้ตกลงล่วงหน้าว่าจะซื้อไฟฟ้าทุกเมกะวัตต์-ชั่วโมงที่ Rutherford Farm ผลิตได้จาก Duke Energy

การนำทรัพยากรธรรมชาติจากโลกมาสร้างสรรค์สิ่งที่เราต้องการนั้นเป็นเหมือนการดำเนินการที่ครบวงจร

—Tequila G. Smith จาก Southern Power

Tequila G. Smith จาก Southern Power

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ Google ได้ดำเนินการศูนย์ข้อมูลในเมืองเลอนัวร์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา ซึ่งใช้พลังงานจากพื้นที่ของ Duke Energy มาตั้งแต่ปี 2007 โดยที่ศูนย์ข้อมูลแห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองฟอเรสต์ซิตีไปตามทางหลวงหมายเลข 64 เพียง 50 ไมล์ ที่ Google เลือกเมืองเลอนัวร์ (และคัลด์เวลล์เคาน์ตีที่อยู่ใกล้เคียง) เป็นที่ตั้งของศูนย์ข้อมูลซึ่งกลายเป็นบ้านของเราเตอร์และสวิตช์มูลค่า 1,200 ล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเมืองนี้เป็นศูนย์กลางการสร้างเฟอร์นิเจอร์มาก่อน แม้ว่าโรงงานเต็นท์ขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งในเลอนัวร์จะปิดไปแล้ว แต่ Google ก็นำโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ตรงความต้องการมาใช้ใหม่ได้เป็นจำนวนมาก

การร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ Rutherford Farm ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 1 ชั่วโมงตามถนนทางหลวง ทำให้ Google นำพลังงานสะอาดจากดวงอาทิตย์ไปใช้ในเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแบบเก่านั้นได้ Smith ซึ่งจบปริญญาตรีวิศวกรรมเครื่องกลและปริญญาโทบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยอลาบามา ที่เบอร์มิงแฮม ก็ยังต้องรู้สึกประหลาดใจเป็นครั้งคราวในความสามารถของการใช้เพียงแสงสว่างช่วงกลางวันเพื่อขับเคลื่อนเซิร์ฟเวอร์ของ Google

Smith กล่าวว่าการรวมธรรมชาติกับโลกเสมือนให้เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยการเชื่อมต่อพื้นที่กลางแจ้งที่คงอยู่ถาวรกับวิดีโอ YouTube ที่ลูกสาววัย 15 ปีและลูกชายวัย 12 ปีของเธอดูอยู่ทุกวันนั้นเป็น “เรื่องน่าทึ่ง” และ “เป็นเหมือนการดำเนินการที่ครบวงจร”

สถานที่แห่งที่ 3:

Great Western Wind Project

โอคลาโฮมา สหรัฐอเมริกา

กังหันลม 93 ตัว

ในแถบแพนแฮนเดิล ซึ่งอยู่ห่างจากโอคลาโฮมาซิตีไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 150 ไมล์ เป็นที่ตั้งของ Great Western Wind Project ที่ทันสมัยในย่านที่ห่างไกลที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคนี้ ถนนตัดผ่าน Lucky Star Casino (กิจการของชนเผ่า Cheyenne และ Arapaho) ข้ามไปถึงเคาน์ตีต่างๆ ซึ่งมีแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ยังสูบเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ประปรายไปจนถึงทุ่งหญ้าทอดยาวพริ้วไหวไปตามลม อันเป็นแหล่งอาหารของโคดำพันธุ์แองกัส

Todd Unrein ผู้จัดการทุ่งกังหันลมกำลังผลิต 225 เมกะวัตต์ของ EDF Renewable Energy ในซานดิเอโกกล่าวว่า “สายลมที่พัดผ่านมาและทำให้ทุกอย่างเริ่มทำงานนั้น นำพาความสุขมาสู่ผู้คนที่นี่ด้วย” Unrein ไปสมัครงานที่ EDF หลังจากทำงานเป็นพนักงานขับรถฟอร์กลิฟต์ของโกดังเก็บอาหารในเซ็นทรัลวัลลีย์ รัฐแคลิฟอร์เนียอยู่หลายปี เขาเริ่มทำงานที่ EDF ในตำแหน่งช่างเทคนิค คอยดูแลกังหันลมที่ตั้งอยู่ดาษดื่นตามหุบเขา Altamont Pass ใกล้กับเมืองลิเวอร์มอร์ งานนี้ไม่จำเป็นต้องมีปริญญาก็ทำได้ จากนั้นเขาได้ย้ายไปทำงานที่ Great Western ในปี 2016 เพื่อเลื่อนตำแหน่ง แม้จะทราบดีว่าจะต้องปรับตัวอย่างมากเพราะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ราบแถบมิดเวสต์ Unrein อายุ 30 ปี มีภรรยา 1 คนและลูกเล็ก 2 คน กล่าวว่า “เทคโนโลยีนี้สร้างงานที่ยั่งยืนเป็นจำนวนมาก”

ตามข้อมูลของกระทรวงพลังงาน แค่อุตสาหกรรมพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์อย่างเดียวก็สร้างงานไปแล้ว 450,000 ตำแหน่งในสหรัฐอเมริกา และมากกว่า 4 ล้านตำแหน่งทั่วโลก และเมื่อรวมกับอุตสาหกรรมไฟฟ้าพลังน้ำและเชื้อเพลิงชีวภาพ ตัวเลขตำแหน่งงานก็พุ่งขึ้นกว่า 9 ล้านตำแหน่ง

เทคโนโลยีนี้สร้างงานที่ยั่งยืนเป็นจำนวนมาก สายลมที่พัดผ่านมาและทำให้ทุกอย่างเริ่มทำงานนั้น นำพาความสุขมาสู่ผู้คนที่นี่ด้วย

—Todd Unrein จากโครงการ Great Western Wind Project รัฐโอคลาโฮมา

Todd Unrein จากโครงการ Great Western Wind Project รัฐโอคลาโฮมา

แม้ว่าทุ่งกังหันลมจะต้องตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่ผ่านการศึกษาทางอุตุนิยมวิทยามาเป็นเวลาหลายปี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นที่ที่มีลมแรงที่สุดในโลก กังหันลมของ Great Western เริ่มผลิตไฟฟ้าที่ความเร็วลมเพียง 9 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือเทียบเท่าสายลมที่พัดมาแผ่วเบา และมีกำลังการผลิตสูงสุดที่ความเร็วประมาณ 26 ถึง 29 ไมล์ต่อชั่วโมง กังหันลมจะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อมีความเร็วลม 55 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือเทียบเท่าลมพายุ “กำลังการผลิตสม่ำเสมออย่างที่เราชอบ” Unrein กล่าว

Unrein จะกระโดดขึ้นรถ Chevy Colorado LT ขับเคลื่อน 4 ล้อ เปิดวิทยุฟังเพลงคันทรี และขับรถไปทั่วทุ่งกังหันลมซึ่งมีถนนที่ขับได้ประมาณ 50 ไมล์ให้ได้มากที่สุดอย่างน้อยวันละรอบ งานหนึ่งของเขาคือการตรวจสอบว่ากังหันลมตัวไหนทำงานได้ดีและตัวไหนต้องได้รับการดูแลและซ่อมแซม ผู้ที่ใจไม่ถึงจริงจะซ่อมระบบการเอียงหรือการเหวี่ยงนี้ไม่ได้เลย เพราะช่างที่ทำงานนี้ต้องปีนบันไดในตัวกังหันลมขึ้นไปจนถึงส่วนที่มีความสูง 30 ชั้น ซึ่งเป็นที่เก็บเครื่องกำเนิดไฟฟ้า กระปุกเกียร์ และระบบส่งกำลัง นับเป็นการเดินทางที่ไม่ต่างจากการปีนขึ้นไม้ยืนต้นขนาดยักษ์ หลังจากเริ่มทำงานนี้ Unrein ต้องใช้เวลาอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์กว่าจะหายกลัว เขาเล่าว่า “เราให้ผู้สมัครงานทดสอบการปีนระหว่างการสัมภาษณ์ หลายคนปีนขึ้นไปได้ครึ่งทางก็ไมไหวแล้ว”

ปัจจุบันเขามีความสุขที่ได้อยู่กลางแจ้ง ห่างไกลการจราจรที่วุ่นวายหรืออาชญากรรม ได้เจอกวางมาเล่นอยู่ใต้กังหันลมสูงตระหง่านบ้าง ได้เจอค้างคาวหรืองูหางกระดิ่งบ้าง หรืออย่างช่วงฤดูร้อนนี้เขาก็ได้เจอกับแมลงปอฝูงใหญ่

JESSE KATZ เป็นนักเขียนที่อาศัยอยู่ในลอสแอนเจลิส เขาเป็นนักเขียนประจำของนิตยสาร GQ, Billboard และ Los Angeles

ภาพโดย Mark Weaver
แผนภูมิและแผนที่โดย Valerio Pellegrini

กลับไปด้านบน