5 เรื่องที่คุณอาจใช้ยา “พาราเซตามอล” แบบผิดๆ โดยไม่รู้ตัว

5 เรื่องที่คุณอาจใช้ยา “พาราเซตามอล” แบบผิดๆ โดยไม่รู้ตัว

5 เรื่องที่คุณอาจใช้ยา “พาราเซตามอล” แบบผิดๆ โดยไม่รู้ตัว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ยาพาราเซตามอลมีข้อบ่งชี้ในการช่วยบรรเทาอาการปวด ลดไข้ สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ จัดเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย หลักการใช้ที่ปลอดภัยควรเป็นอย่างไร Sanook Health มีข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มาฝากกัน

5 เรื่องที่คุณอาจใช้ยา “พาราเซตามอล” แบบผิดๆ โดยไม่รู้ตัว

  1. กินยาพาราเซตามอลมากเกินความจำเป็น

การจะกินยาพาราเซตามอลกี่เม็ด ไม่ได้อยู่ที่ “วัย” แต่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “น้ำหนักตัว” ขนาดยาพาราเซตามอลที่เหมาะสมกับร่างกายของเราอยู่ที่ 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

ยาเม็ดขนาด 325 มิลลิกรัม 

น้ำหนักตัว 22-33 กิโลกรัม รับประทานยาพาราเซตามอล 1 เม็ด

น้ำหนักตัว 33-44 กิโลกรัม รับประทานยาพาราเซตามอล 1 เม็ดครึ่ง

น้ำหนักตัวมากกว่า 44 กิโลกรัม รับประทานยาพาราเซตามอล 2 เม็ด

ยาเม็ดขนาด 500 มิลลิกรัม

น้ำหนักตัว 34-50 กิโลกรัม รับประทานยาพาราเซตามอล 1 เม็ด

น้ำหนักตัว 50-67 กิโลกรัม รับประทานยาพาราเซตามอล 1 เม็ดครึ่ง (ไม่เกินวันละ 5 ครั้ง)

น้ำหนักตัวมากกว่า 67 กิโลกรัม รับประทานยาพาราเซตามอล 2 เม็ด (ไม่เกินวันละ 4 ครั้ง)

โดยรวม 1 วัน ไม่ควรกินเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน การกินยาพาราซตามอลเกินความจำเป็น อาจส่งผลให้ดื้อยาในภายหลังได้

  1. กินยาพาราเซตามอลในระยะเวลาใกล้กันเกินไป

ยาพาราเซตามอล ควรกินห่างกัน 4-6 ชั่วโมง ดังนั้นหากระยะเวลาผ่านไปเพียง 2-3 ชั่วโมง อย่าเพิ่งหยิบมากินอีก และไม่จำเป็นต้องกินหลังอาหาร เมื่อไรก็ตามที่มีอาการปวด มีไข้ สามารถกินได้เลย

  1. กินยาพาราเซตามอล ติดต่อกันนานเกินไป

หลายคนอาจรักษาอาการไข้หวัดด้วยตนเองอยู่ที่บ้าน จึงกินยาพาราเซตามอลเพื่อลดอาการปวดศีรษะ ลดไข้เอง แต่ไม่ควรกินยาพาราเซตามอลติดต่อกันเกิน 5 วัน หาก 5 วันผ่านไปแล้วอาการไข้ยังไม่ดีขึ้น ยังมีไข้หลังยาหมดฤทธิ์ตลอดทุกวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยโรคอย่างละเอียดจะดีกว่า

  1. ผู้ป่วยโรคตับ โรคไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินยาพาราเซตามอล

แม้ว่ายาพาราเซตามอลจะเป็นหนึ่งในยาแก้ปวดลดไข้ที่ปลอดภัยที่สุดตัวหนึ่ง แต่ยาพาราเซตามอลอาจมีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยโรคตับ โรคไตได้ โดยการรับประทานยาพาราเซตามอลอาจยิ่งเพิ่มโอกาสอาการเกิดภาวะตับเป็นพิษ และอาการตับวายเฉียบพลันได้ ดังนั้นผู้ป่วยโรคไต และโรคตับ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกิน โดยแพทย์อาจพิจารณาความเสี่ยง หรือพิจารณาให้ยาแก้ปวดชนิดอื่นแทน

  1. ห้ามกินยาพาราเซตามอล “ดัก” ไว้ก่อน

ยาพาราเซตามอล เป็นยาที่กินเมื่อมีอาการเท่านั้น หากไม่มีอาการไม่ควรกิน เช่นความเชื่อในเรื่องของการกินยาพาราเซตามอลดักเอาไว้ก่อนที่จะออกไปโดนฝน หรือทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นไข้หวัด ซึ่งเป็นความผิดที่ผิด เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงในการดื้อยาได้

ข้อควรระวังในการรับประทานยาพาราเซตามอล

  • หากใช้ยาแล้วไข้ไม่ลดภายใน 3 วัน ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ หรืออาการปวดในเด็กไม่บรรเทาภายใน 5 วัน หรืออาการปวดของผู้ใหญ่ไม่บรรเทาใน 10 วันให้ไปพบแพทย์ เนื่องจากอาจเป็นอาการของโรคร้ายแรงได้
  • ระมัดระวังการใช้พาราเซตามอลร่วมกับยาชนิดอื่นที่มียาพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อที่มีส่วนผสมระหว่างยาพาราเซตามอลและออร์เฟนาดรีน (orphenadrine)
  • เก็บยาในที่แห้ง พ้นจากแสง ความร้อน และเก็บยาให้พ้นจากมือเด็ก
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook